วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ค่ายจับจิตมาแล้วนร้าาา

 
เตรียมพบกับกิจกรรมสนุกๆ บรรยากาศฮาเฮ พร้อมด้วยสาระความรู้อัดแน่นที่จะทำให้น้องๆคลายข้อสงสัยและเข้าใจ "จิตวิทยา" มากขึ้น
 
ตอนนี้เปิดรับสมัครแล้วนะ ส่งใบสมัครได้ตั้งแต่
วันนี้ - 21 สิงหาคม 2558
ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ jubjitcamp.jimdo.com 
 
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆจากเราได้ที่แฟนเพจข้างล่างนี้เลยจ้าา
แล้วพบกันนะคะ ^^

เทคนิคยังไงให้เรียนเก่ง?

15 เคล็ดลับเรียนเก่ง...จากนักเรียนระดับหัวกะทิ

15 เคล็ดลับเรียนเก่ง...จากนักเรียนระดับหัวกะทิ
       
       เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่าคนที่เรียนเก่ง อันดับต้นๆ ของห้อง ของโรงเรียน หรือเรียนเก่งไปถึงระดับประเทศ เขาเหล่านั้นมีเคล็ดลับ และเทคนิควิธีในการเรียนอย่างไร??? วันนี้ Life on campus ได้ไปเสาะแสวงหาคำตอบจากนักเรียนเกรด “A” เคล็ดลับดีๆ มีประโยชน์เหมาะสำหรับน้องๆ ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากเด็กเรื่อยๆ เปื่อยๆ มาเป็นเด็กเรียนระดับหัวกะทิ ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ด้วยเทคนิคที่จะมาช่วยให้การเรียนง่ายขึ้น ไม่ต้องไปนั่งอ่านหนังสือแบบอัดแน่นตอนสอบ หนัก เหนื่อย เครียด อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าหัวสักที กับ "15 เคล็ดลับเรียนเก่ง...จากนักเรียนระดับหัวกะทิ" ลองไปฝึกทำกันดูได้ผลแน่คอนเฟิร์ม!!!

15 เคล็ดลับเรียนเก่ง...จากนักเรียนระดับหัวกะทิ
       
       1. พวกเขาไม่ 'อ่าน' ตำราเรียน
      
        อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าการอ่านตำราเรียนเป็นสิ่งที่ เหล่าเด็กเรียนเขาไม่ทำกัน แต่เรากำลังจะบอกว่า การอ่านตำราเรียนทั้งหมด เป็นสิ่งที่ทำแล้วเกิดประสิทธิภาพน้อยมาก เด็กเก่งๆ หัวกะทิส่วนใหญ่พวกเขาจะไม่อ่านตำราเรียน แต่จะใช้วิธีลงมือปฏิบัติแทน “แก้โจทย์ปัญหา และการทำแบบฝึกหัด” การหาความรู้เพิ่มเติมจากการใช้ Google, อ่านจากช็อตโน้ต และการหาข้อสอบเก่าๆ มาทำ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระยะเวลาอันสั้น ดีกว่าต้องมานั่งอ่านหนังสือกองโตเป็นไหนๆ
      
       2. ทำความเข้าใจหัวข้อที่เรียนและอธิบายด้วยคำพูดของเราเอง
      
        สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนก็คือ “ความเข้าใจในบทเรียน” นั้นๆ ภายหลังจากที่คุณครูหรืออาจารย์สอนเสร็จ พยายามจดโน้ตย่อบทเรียนสั้นๆ ด้วยคำพูดของเราเอง จับใจความสำคัญของบทเรียน และนำมาวิเคราะห์ให้ได้ว่าสิ่งที่เขียนอยู่ในหนังสือและที่อาจารย์ได้สอนมาอะไรคือ “หัวใจหลัก” อธิบายสั้นๆ ด้วยคำพูดของเราเอง เขียนลงไปในสมุดเพื่อเป็นการสรุปย่อ และยังสามารถนำมาทบทวนก่อนสอบได้อีกด้วย เพียงเท่านี้การเรียนก็จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณอีกต่อไป 

15 เคล็ดลับเรียนเก่ง...จากนักเรียนระดับหัวกะทิ
       
       3. เด็กเรียนเก่ง...ไม่กลัวที่จะถาม!!!
      
        ดังคำกล่าวของ William Arthur Ward ที่ว่า “Curiosity is the wick in the candle of learning. ความกระหายใคร่รู้คือไส้เทียนของเทียนแห่งการเรียนรู้” สำหรับเด็กที่เรียนดีเรียนเก่ง สังเกตได้ว่า “พวกเขาจะไม่กลัวที่จะถาม” เมื่อเกิดความสงสัย หรือไม่เข้าใจตรงส่วนไหนจดคำถามนั้นไว้ แล้วให้อาจารย์ หรือเพื่อนที่เข้าใจอธิบายให้ฟัง จงอย่ากลัวที่จะถามคำถาม “โง่ๆ” และอย่าใช้การท่องจำอย่างไม่เข้าใจ เพราะการเรียนแบบนั้นจะไม่ได้ผลและถือเป็นข้อผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงเลยทีเดียว 
      
       4. พวกเขา...ชอบตั้งคำถาม?
      
        ถ้าอาจารย์สอนว่า “โทมัส เจฟเฟอร์สัน ชายผู้ที่ฉลาดที่สุด และยากจนที่สุด ผู้ที่เข้าร่วมในการร่างสัญญาประกาศอิสรภาพอันมีชื่อเสียง ในปี ค.ศ.1776”
      
       เด็กนักเรียนทั่วไปอาจจะตั้งใจฟัง พร้อมกับจดลงในสมุดบันทึกทุกคำถามที่อาจารย์บอก และพยายามที่จะจำสิ่งเหล่านี้ให้ได้ แต่ถ้าเป็นเด็กเรียนเก่ง พวกเขาจะพยายามตั้งคำถาม เช่น
      
        โทมัส เจฟเฟอร์สัน คือใคร? เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร? และทำไมเขาถึงเป็นคนสำคัญ?
      
        หลังจากนั้นพวกเขาก็จะเริ่มค้นหาคำตอบจาก google หรือใน วิกิพีเดีย เพื่อหาประวัติเกี่ยวกับโทมัส เจฟเฟอร์สัน, รูปภาพเก่าๆ และความสำคัญเกี่ยวกับคำประกาศอิสรภาพที่บรรพบุรุษผู้นี้เป็นผู้ร่วมสร้างมา กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้จะช่วยให้จำเหตุการณ์สำคัญได้มากขึ้น จนเรียกได้ว่าฝังลึกลงไปในสมอง เพราะนี่คือพลังแห่งการตั้งคำถาม นั่นเอง
      
       5. เข้าใจโครงสร้าง ไม่พยายามท่องจำ
      
        เคล็ดลับสำคัญสำหรับเด็กเรียนเก่ง คือ พวกเขาจะพยายามทำความเข้าใจในโครงสร้างต่างๆ ของบทเรียน และเนื้อหานั้นๆ มากกว่าการท่องจำ เพราะการพยายามจำสิ่งต่างๆ มีผลกระทบต่อการจำอะไรไม่ได้เลย เมื่อเราเข้าใจโครงสร้างต่างๆ แล้ว เราก็จะจำได้ไปเอง ต่างจากการท่องจำเพียงอย่างเดียว เมื่อเจอโจทย์หรือข้อสอบที่พลิกแพลงไปจากที่ท่องมาแล้วก็อาจจะทำไม่ได้ เพราะไม่รู้ที่มาที่ไปและวิธีปรับใช้

15 เคล็ดลับเรียนเก่ง...จากนักเรียนระดับหัวกะทิ
       
       6. พวกเขาทดสอบตัวเองบ่อยๆ 
      
        การทดสอบตัวเองบ่อยๆ จะทำให้สมองของคุณสามารถเชื่อมต่อกับเนื้อหาใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีนี้จะทำให้คุณรู้ตัวเองได้อย่างทันทีและชัดเจนว่า เรามีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา บทเรียน ความรู้ใหม่ๆ หรือไม่? ในต่างประเทศได้ทำการวิจัยแล้วว่าวิธีนี้จะช่วยให้จำบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น วิธีคือภายหลังจากเรียนเสร็จแล้ว จะมีการทำแบบทดสอบโดยแบ่งเป็น 5 นาที, 2 วัน และ 2 สัปดาห์ต่อมา จะช่วยให้จำได้แม่นขึ้นมากกว่าการเรียนเพียงอย่างเดียว หรือทำเป็นการจำลองการทำข้อสอบเสมือนจริง มีการจับเวลา และจำนวนข้อสอบ ถือเป็นการฝึกตัวเองไปในตัวด้วย
      
       7. ทำสิ่งที่นอกเหนือจากการฟังบรรยาย
      
        หลายครั้งที่การฟังบรรยายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อสำหรับคุณ อาจารย์อาจจะพูดเร็วเกินไปจนคุณจดไม่ทัน หรือพูดช้ามากจนอยากหลับ สำหรับเด็กเรียนเก่งพวกเขามีวิธีจัดการกับสิ่งน่าเบื่อต่างๆ เหล่านี้ด้วยวิธีการ 
      
       - ฉันจะไม่ไปไหน แม้ว่ามันจะน่าเบื่อ เพราะเวลาที่ดีที่สุดคือ "เวลาในห้องเรียน"
       - อ่านบทเรียนล่วงหน้าก่อนฟังบรรยาย 
       - ตั้งคำถาม จากการอ่านล่วงหน้า เพื่อมาหาคำตอบจากการฟังบรรยาย
       - โฟกัสไปที่ปัญหาที่เกิดขึ้นและจดลงไปในสมุดบันทึก พยายามจับใจความสำคัญในสิ่งที่อาจารย์สอน และหัวข้อที่จะใช้ในการสอบ 
       สิ่งเหล่านี้จะทำให้การฟังบรรยายมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถนำมาอ่านทบทวนในภายหลังได้ในระยะเวลาสั้นๆ

15 เคล็ดลับเรียนเก่ง...จากนักเรียนระดับหัวกะทิ
       
       8. ใช้เครื่องมือการศึกษาออนไลน์เป็นประจำ
      
        อย่าเชื่อทุกอย่างเพียงเพราะอาจารย์สอน อย่ายึดติดอยู่กับตัวอย่างบนกระดานดำ หรืออ่านแค่ในตำราเรียน ยังมีความรู้อีกมากมายที่เราสามารถหาได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส เด็กเรียนส่วนใหญ่จะหาความรู้เพิ่มเติมจากการเซิร์ท 'Google' ท่องโลกออนไลน์ ลักษณะนิสัยที่ดีของผู้ที่คอยแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ติดเป็นนิสัย “New concept = go to Google for a quick explanation.” ตั้งคำถามรวมทั้งหาคำตอบได้จาก Google, youtube หรือ Wikipedia เครื่องมือออนไลน์เหล่านี้จะช่วยให้การเรียนของคุณง่ายขึ้น 
        
      
       9. เรียนในระยะสั้นๆ ดีกว่านั่งเรียนแบบมาราธอน
      
        การศึกษาในระยะเวลาสั้นๆ มีแนวโน้มที่จะทำให้ตั้งใจเรียนอย่างมุ่งมั่น เพราะอย่างน้อยเราก็จะรู้ว่าอีกสักครู่ก็จะได้พักจากการเรียนแล้ว แน่นอนว่าต้องดีกว่าการเรียนแบบมาราธอนเป็นเวลาหลายชั่วโมงแน่นอน เพราะจะทำให้สภาพจิตใจเราเกิดความเบื่อหน่าย เนื่องจากระยะเวลาที่นานเกินไป เริ่มเรียนจากระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 30 นาที ในการอ่านหนังสือ หรือทบทวนบทเรียน ถ้านั่งเรียนในระยะเวลาที่ยาวนานเกินไปควรหาเวลาพักบ้าง
      
       10. ศึกษาข้อสอบที่ทำผิดทันที
      
        ภายหลังการสอบ อาจารย์มักจะบอกข้อผิดพลาดให้กับนักเรียนทราบ นักเรียนที่เรียนดีส่วนใหญ่มักจะเก็บข้อผิดพลาดของพวกจดลงในสมุดโน้ต พร้อมทั้งพยายามแก้ไขและทำความเข้าใจให้มากขึ้น ไม่เข้าใจจุดไหนก็สามารถถามอาจารย์ได้ทันที จนกว่าพวกเขาจะเข้าใจ และเมื่อเข้าใจแล้ว ก็จะจำข้อที่ผิดได้แม่นยำขึ้น สิ่งผิดพลาดเหล่านี้คือตัวบ่งชี้ “สิ่งที่จะต้องปรับปรุง” นักเรียนนักศึกษาจึงไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด

15 เคล็ดลับเรียนเก่ง...จากนักเรียนระดับหัวกะทิ
       
       11. ฝึกฝนภายใต้สถานการณ์ของการสอบ 'จริง'
      
        สุภาษิตเก่าของฝรั่งที่ว่า “practice makes perfect” หรือ “การฝึกฝนทำให้ชำนาญ” อาจไม่เป็นความจริงทั้งหมด แต่การฝึกฝนภายใต้เงื่อนไขและสถานการณ์จริง อาจเป็นสิ่งที่ทำแล้วได้ผลมากกว่า สำหรับนักเรียนที่เรียนดีเรียนเก่ง แทนที่พวกเขาจะนั่งท่องแต่ตำราเรียน ทำการบ้าน และทำแบบฝึกหัด พวกเขาจะข้ามขั้นมาเป็นการทำแบบทดสอบโดยกำหนดเงื่อนไขให้เหมือนกับสถานการณ์ที่พวกเขาต้องเจอตอนสอบจริงๆ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตัวเอง นั่งทำข้อสอบภายในห้องที่เงียบสงบ ตั้งเวลาด้วยนาฬิกาปลุกให้เท่ากับเวลาในห้องสอบ และตั้งใจทำข้อสอบอย่างจริงจังและมีสมาธิ ทำบ่อยๆ จะช่วยลดความกดดันไปได้เยอะเลยทีเดียว
      
       12. ทำข้อสอบเก่าเยอะๆ 
      
        อีกหนึ่งเคล็ดลับที่เด็กเรียนเก่งกระซิบบอกมาว่า พวกเขามักจะหาข้อสอบเก่าๆ มาทำ ฝึกทำบ่อยๆ จะได้จำแม่นๆ แม้เราจะไม่รู้ว่าแต่ละปี หรือแต่ละเทอมข้อสอบจะออกอะไร แต่แนวข้อสอบส่วนใหญ่ก็จะออกซ้ำๆ แนวเดิมๆ อาจจะเจอคำถามที่คล้ายๆ กัน ที่เราเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง ที่สำคัญข้อสอบเก่าก็เปรียบเสมือนหินลับมีด ลับสมองของเราให้คมกริบ ก่อนลงสนามจริงๆ แบบนี้เกรด “A” คะแนนเต็ม จะไปไหนเสีย ยิ่งตอนนี้สามารถดาวน์โหลดข้อสอบเก่าๆ มาทำได้สะดวกสบายมากขึ้นอีกด้วย
      
       13. พวกเขานอน...เยอะมาก
      
        หลายคนคงคิดว่าเด็กเรียนเก่งต้องนั่งเรียนอย่างหนักอดหลับอดนอน เพื่ออ่านหนังสือเยอะๆ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะพวกเขานอนเยอะ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงทำให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีผลการวิจัยออกมาแล้วว่าการนอนหลับสนิทจะช่วยเพิ่มหน่วยความจำ และระบบจะจัดเก็บความทรงจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญยังทำให้คุณเข้าใจและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดีและมีไหวพริบปฏิภาณเร็วขึ้นนั่นเอง

15 เคล็ดลับเรียนเก่ง...จากนักเรียนระดับหัวกะทิ
       
       14.เด็กเรียนเก่ง...ไม่ใช่เจ้าแห่งไฮไลท์
      
        การไฮไลท์ที่ดีควรจะเน้นเฉพาะคำสำคัญ ไม่ใช่ทั้งย่อหน้า ถ้าต้องการที่จะเขียนโน้ตเพิ่มเติมบางอย่างให้เขียนแยกออกมา, ขีดเส้นใต้ และเขียนคำอธิบายที่เชื่อมโยงกันเพิ่มไปด้วย หรือถ้าจะให้ดีที่สุด คือการเขียนชอตโน้ตแบบสั้นๆ ด้วยภาษาของคุณเอง เพื่อเป็นการสรุปความเข้าใจไปด้วย นักเรียนบางคนขีดไฮไลท์แทบจะทั้งหน้า จึงไม่เห็นความแตกต่างและจุดสำคัญที่ควรเน้นนั่นเอง
        
      
       15. เด็กเรียนเก่งต้อง “รอบคอบ” และมี “ความรับผิดชอบ” สูง
      
        สิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นได้จากเด็กเรียนดีหลายคนนั่นก็คือ “ความรับผิดชอบ” ที่ทำให้พวกเขาต่างจากเด็กทั่วไป รับผิดชอบต่อการเรียน ทำการบ้าน ทำรายงาน อ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัด รู้หน้าที่ว่าจะต้องทำอะไร วางแผนการใช้ชีวิตของตัวเองได้ ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงจุดหมายที่ได้ตั้งเป้าไว้ เด็กเรียนเก่งมักมีความรับผิดชอบ นอกจากรับผิดชอบชีวิตแล้ว ในการเรียนและการทำข้อสอบเราก็ต้องมีความรอบคอบสูง อาจมีคนที่เก่งเหมือนกันแต่จะมาเฉือนกันตรงความรอบคอบนี่เอง
 เรียบเรียงข้อมูลจาก : Top secret only "A" a students do not want you to know และ 23 Things Top Students Do

แนวทางการสอบ O-NET

แนะนำให้โหลด เอกสารชุดเต็มไปอ่าน  จุดอ่อน อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ ว่าเด็กอ่อนจริง ๆ หรือ ว่าข้อสอบในตรงจุดนี้ยากกันแน่  แต่อย่างน้อยถ้าเราเก็บคะแนนในส่วนที่เป็นจุดอ่อนได้ ก็น่าจะทำให้เราคะแนนดีกว่าคนอื่นๆ

1. ภาษาไทย
1.1 นักเรียน ป.6 มีจุดอ่อนสุดในการอ่านเชิงวิเคราะห์
1.2 นักเรียน ม.3  มีจุดอ่อนสุดในการเขียนและหลักการใช้ภาษา
1.3 นักเรียน ม.6  มีจุดอ่อนสุดในการเขียนและหลักการใช้ภาษา และ วรรณคดีและวรรณกรรม  ( อันนี้ผมเพิ่มให้เอง )
2. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 
2.1 นักเรียน ป.6 มีจุดอ่อนในเรื่อง ศาสนา ศีลธรรมและวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์
2.2 นักเรียน ม.3 มีจุดอ่อนสุดในเรื่องเศรษฐศาสตร์
2.3 นักเรียน ม.6 มีจุดอ่อนสุดในเรื่องเศรษฐศาสตร์ และ เอกสารจริงอยู่ข้างล่างเลย
3. ภาษาอังกฤษ
นักเรียน ป.6, ม.3 และ ม.6 มีจุดอ่อนในเรื่องภาษาเพื่อการสื่อสาร
4. คณิตศาสตร์
4.1 นักเรียน ป.6 มีจุดอ่อนสุดในเรื่อง การวัด
4.2 นักเรียน ม.3 มีจุดอ่อนสุดในเรื่อง เลขาคณิตและพีชคณิต
4.3 นักเรียน ม.6 มีจุดอ่อนสุดในเรื่อง จำนวนและการดำเนินการ , การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น
สรุป เด็กไทย วิเคราะห์ไม่เป็น T__T  ตามที่เป็นข่าว
5. วิทยาศาสตร์
5.1นักเรียน ป.6, ม.3 และ
5.2 ม.6 มีจุดอ่อนในเรื่องดาราศาสตร์และอวกาศ , แรงและการเคลื่อนที่
6. สุขศึกษาและพลศึกษา
ส่วนใหญ่นักเรียนมีความสามารถมากพอควร
7. ศิลปะ
นักเรียน ม.3 มีจุดอ่อนในเรื่องดนตรี
8. การงานอาชีพและเทคโนโลยี
8.1 นักเรียน ม.6 มีจุดอ่อนในเรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ , ดนตรี
8.2 นักเรียน ม.3 มีจุดอ่อนในเรื่อง การอาชีพ
Credit http://www.siam1.net/article-8641.html

จะต้ดสิ้นใจยังไง? ให้รู้ว่าอยู่สายไหนกัน?



        ข้อ1  การบ้านนั้นบอกสิ่งที่ชอบ
                                ขอบอกตรงๆเลยว่ามันใช่สุดๆคะน้องๆ  ลองมโนภาพไปว่ามีการบ้านทั้งหมดของสัปดาห์นี้กองท่วมหัวอยู่ตรงหน้าน้องนะ  แล้วน้องคิดว่าจะหยิบการบ้านวิชาไหนเป็นสิ่งแรก    นั้นเป็นการค้นหาตัวเองจากสิ่งรอบตัว   อย่างง่ายวิธี 1 เลยคะ เพราะการบ้านเป็นหน้าที่ที่น้องได้รับมอบหมายไว้และต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่อาจารย์กำหนด ซึ่งตามธรรมชาติของเราแล้วเนี่ยจะเลือกทำสิ่งที่ชอบนั้นเป็นอำดับแรก(หรือไม่จริง?)
                               
                                    ฉะนั้นแล้วการบ้านนั้นก็เป็นอีกวิธีที่สามารถค้นหาตัวเองได้อย่างแน่นอน :3



       ข้อ 2 กิจกรรมที่ทำบ่งบอกไลฟไตล์
                              ข้อนี้ค่อนข้างยากในระดับนึงเพราะน้องๆหลายคนส่วนใหญ่ที่ทำกิจกรรมในโรงเรียน
เพียงเพราะแค่มีส่วนร่วมเล็กๆน้อยๆไม่เท่ากับพี่ๆม.ปลายเขาสักเท่าไหร่  พี่จึงขอแนะนำให้น้องมองไปที่ อาสาสมัครที่น้องสนใจที่จะช่วยเสียมากกว่าคะ  หากน้องเห็นค่ายลูกเสือยุวเวลาไปเดินสวนสนามหรือค่ายลูกเสือแล้วต้องการน้องๆไปเป็น ฝ่ายพยาบาลจำเป็น หรือ เป็นฝ่ายเรื่องทำอาหาร ต่างๆแล้ว น้องจะต้องคิดแน่ๆคะว่าจะไปร่วมฝ่ายไหนดี นั้นก็เหมือนน้องๆมาเลือกสายการเรียนนี่แหละคะ หากน้องคนไหนเข้าฝ่ายทำอาหารไลฟไตล์ของน้องที่จะบ่งบอกออกมาก็คือ เป็นคนใจเย็น  พิถีพิถัน  ใส่ใจรอบคอบ เป็นต้น  ซึ่งในไลฟ์ไตล์ในตัวตนน้องนั้นสามารถสานต่อไปถึงสาขาอาชีพในระดับอุดมศึกษาเลยนะ
และมันง่ายต่อการตัดสินใจด้วยว่าน้องๆตั้งใจจะเป็นสิ่งนี้แล้วเนี่ยจะต่อสายไหนดี   บางครั้งก็มีน้องๆหลายคนที่ชอบการอาสาสมัครโดยส่วนตัวอยู่แล้ว  ช่วยคนนั้นช่วยคนนี้แล้วมันจะบ่งบอกได้ยังไงหล่ะ? 555555 สิ่งที่น้องๆชอบมันจะทำให้น้องๆเพลิดเพลินไปกับมันจนไม่รู้ตัวเลยคะ ก็เหมือนคนเราเวลาได้ทำอะไรที่ชอบแล้วมันจะทำสิ่งนั้นไปเรื่อยๆจนกว่าสิ่งนั้นจะหายไปหรือไม่มีอีกต่อไป น้องๆก็หยิบประเด็นความชอบนั้นมาตีความหมายด้านไลฟ์ไตล์พร้อมค้นหาตัวตนได้นั้นเอง

                                    ฉะนั้นหากว่าใครเริ่มเข้าค่ายยุวลูกเสือแล้วลองไปทำดูนะคะเผื่อว่าสิ่งที่ใช่ของน้องๆกำลังรอให้ไปค้นหาอยู่


ข้อ 3 อ่านสะสิ.... บางครั้งชีวิตก็เลือกไม่ได้นะ
                           น้องๆหลายๆคนพี่เชื่อว่าต้องมีอุปสรรคด้านการเงินเป็นบางส่วนแน่ๆ จึงแนะนำว่าให้น้องลองสนใจมาอ่านเกี่ยวกับตลาดแรงงานให้มากๆนะคะ ซึ้งมันสามารถทำให้น้องได้มาซึ่งเงินที่ตอบแทนมานั้นเอง ไม่ใช่ว่าพี่แนะนำให้น้องไปสมัครงานแล้วไม่เรียนนะ5555 แค่อยากให้น้องมีความรู้เรื่องแรงงานตลาดอาชีพสักนิดเผื่อฝันที่น้องใฝ่มันไกลมากแล้วน้องก็ควรที่จะเข้าหาความจริงแล้วก้าวต่อไปเท่านั้นคะ นี่ก็เป็นข้อที่แทบอาจจะทำให้น้องหลายๆคนจิตตดไปถึงตาตุ่มเลยก็ว่าได้ แต่ที่ต้องให้ข้อมูลแบบนี้ไปเพื่อให้น้องนั้นอยู่ในความเป็นจริงได้มากที่สุดเพราะ พี่ก็เห็นใครหลายคนที่เขาหวังสิ้นกับความหวังนั้นแล้วแถมได้แต่โทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมา พี่จึงเอาประสบการณ์ที่ได้เจอมาให้น้องๆได้อ่านและคิดทบทวนให้ดีคะ

                                ถึงจะดูดราม่าไปนิดแต่ยังไงก็คือความจริงไม่มีใครเปลี่ยนไปได้คะ

ข้อสุดท้ายยยยยย 4 คุยกับตัวเองสักตั้ง!
                            คงสงสัยใช่มั้ยว่าจะคุยกับตัวเองยังไงดีง่ายๆคะมันมี 4 step ดังนี้

step แรก  หากระดาษมาคะ!!! เตรียมมา 2-3 แผ่นเพราะน้องๆจะได้มาสรุปและ วางแผนคะ อย่าลืมดินสอด้วยนะ เดี๋ยวจะไม่มีอะไรเขียน
กระดาษอะไรก็ได้สักแผ่นมาวางไว้ตรงหน้าเราเลยคะ

step ที่สอง!!  ตีเส้นกลางหน้ากระดาษไว้เลยจ้าาา พร้อมเขียนหัวข้อตามหัวว่า สิ่งที่ชอบและความจริง
step ที่สาม เขียนของที่ชอบต่างๆไม่ว่าจะเรื่อง เรียน กิจกรรม ของกิน ไว้ในช่อง "สิ่งที่ชอบ" และสิ่งนั้นต้องสอดคล้องกับ "ความจริง" ด้วย แต่หากไม่มีสิ่งที่สอดคล้องก็เว้นเอาไว้ เช่น

stepที่ 4 เลือกสิ่งที่ชอบพร้อมสอดคล้องกับความจริงในทางด้านบวกมาแล้วเขียนเชื่อมโยงกันให้ได้มาซึ่งบทสรุปในการตัดสินใจนั้นเอง









จบไปแล้วนะคะสำหรับแนะแนวการตัดสิรใจเลือกสายที่ตนเองคิดว่าใช่กัน พี่หวังว่าแนวทางที่แนะไปจะทำให้น้องๆมีความสุขกับการเรียนในระดับทั้งสายสามัญและสายอาชีพด้วยนะคะ

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สายสามัญ กับ สายอาชีพ ไปไหนดีนะ?




สายสามัญ
                          

            ทำไมต้องสายสามัญ?

อ้างอิงภาพ จบ-ม.3-แล้วจะเรียนต่อสายอะไร

                           น้องอาจจะสงสัยกันใช่มั้ยคะว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงมักต่อสายสามัญกัน
เมื่อน้องๆจบม.3  สายสามัญก็คือ ม.4-6 หรือ การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษานั้นเอง  และเมื่อน้องๆเข้า ม.4 แล้วน้องๆจะได้ศึกษาวิชาขั้นพื้นฐานของระดับอุดมศึกษานั้นเอง 
                         
            

                 ซึ่งหลายๆคนอาจเข้าสายนี้เพื่อ แอดมินชั่น มหาลัยต่างๆทั้งเอกชนและรัฐบาลหรือไม่อาจจะเรียนตามความฝันของตนเองเมื่อรู้ว่าตัวเองนั้นโตขึ้นอยากจะประกอบอาชีพอะไร   แต่โดยส่วนมากน้องๆหลายคนอาจเรียนไปเพราะตามๆกันไปก็ได้  ไม่ก็ผู้ปกครองส่วนมากมักอยากจะให้น้องๆเรียนในสายนี้นั้นเอง 

                 เพราะฉะนั้นสายสามัญจึงจัดการเรียนการสอนเพื่อสำหรับน้องๆตามความสามารถ
เช่น
  1. สายวิทย์-คณิต  เป็นสายการเรียนที่เน้น วิทย์ และ คณิต เป็นหลัก 
  2. สายศิลป์คำนวณ  เป็นสายการเรียนที่ เน้น การคำนวณ(คณิต) และด้านภาษา เป็นหลัก
  3. สายศิลป์ภาษา  เป็นสายการเรียนที่เน้น ด้านภาษาการสื่อสารเป็นหลัก
  4. สายศิลป์-สังคม  เป็นสายการเรียนที่เน้น ด้านภาษาและด้านสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมเป็นหลัก
  
คุณสมบัติในการเข้าศึกษา
  1. สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือ เทียบเท่า
  2. เป็นโสด
  3. มีผลการเรียนตามที่สถานศึกษากำหนด
 โรงเรียนที่เปิดสอนสายสามัญ


  1. โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
  2. โรงเรียนมัธยมศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (เช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์)
  3. โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
  4. .โรงเรียนเอกชนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน


สายการเรียนเมื่อจบสามารถศึกษาต่อในคณะอะไรได้บ้าง

  1. สายวิทย์  สามารถต่อใน คณะแพทย์ วิศวะ  เภสัช พยาบาล สถาปัตยกรรม ทันตะ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น
  2. สายศิลป์/คำนวณ/ภาษา/สังคม  สามารถต่อในคณะ สถาปัตยกรรม อักษรศาสตร์ นิเทศศาสตร์ เป็นต้น

สายาอาชีพ

      ทำไมต้องสายอาชีพ?


       สายชีพ หรือ การศึกษาในระดับอาชีวะศึกษา ซึ้งน้องๆจะคุ้นเคยกับคำว่า "ป.ว.ช" นั้นเองคะ
สายอาชีพนั้น เมื่อน้องจบ ม.3 แล้วน้องจะได้ศึกษาเกี่ยวกับวิชาชีพต่างๆในปัจจุบัน ทั้ง งานช่าง และ การบริหารพาณิชย ทั้งสิ้นเมื่อน้องสำเร็จการศึกษาในระดับ ป.ว.ส แล้วน้องจะสามารถนำวุฒิที่ได้ไปสมัครงานได้โดยตรง และแถมน้องยังมีโอกาศการทำงานสูงมากเลยคะ ในสายอาชีพนั้นน้องจะได้เรียน ภาคปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่เพื่อที่น้องๆจะได้เป็นอาชีพในตลาดแรงงานโลกที่เขาตอบรับน้องอย่างแพร่หลากทั้งในบริษัทและภาคเอกชนที่เขาต้องการคนมีความสามารถและประสบการณ์เข้ามาทำงานคะ

             สายอาชีพน้องจะใช้เวลาในการศึกษาเป็นเวลา 3 ปีเทียบเท่ากับสายสามัญเลยคะน้องๆ
และยังสามารถไปต่อมหาลัยได้เป็นบางแห่งด้วยคะ แต่ส่วนใหญ่แล้วเมื่อจบ ป.ว.ช ก็จะไปศึกษาขั้นสูงอีกในระดับ ป.ว.ส (ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง) ในการศึกษาต่ออีก 2 ปี

                  ฉะนั้นสายอาชีพจึงมีการจัดการเรียนการสอนได้ดังนี้

เรียนสายอาชีพ
ช่างยนต์
ช่างไฟฟ้า
ช่างก่อสร้าง
ช่างอิเล็กทรอนิกส์
ช่างเชื่อม
ช่างกลโรงงาน
ช่างเทคนิคการหล่อ
สาขาคหกรรม
สาขาเลขานุการ
สาขาการขาย
สาขาบัญชี

ทั้งนี้เพื่อการตัดสินใจของน้องๆแล้วขอให้น้องๆโชคดีกับการใช้ชีวิตหลังเข้าศึกษาทั้ง สาย อาชีพ และสายสามัญด้วยนะคะ